.
.
.
ว่ากันว่าเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ และฉันเองก็ได้ค้นพบครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามัน จริงแสนจริง!
จึงทำให้ต้องลุกขึ้นมาเริ่มต้นเขียนบล็อกหน้านี้ ขณะอยู่เหนือระดับพื้นดินกว่า
ย้อนกลับไป ณ วันที่ก้าวเท้าออกจากบ้านที่พิทท์เมื่อสามอาทิตย์ก่อน ราวกับเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน
ฉันคงดำเนินนโยบายผิดไปหน่อย ที่ละทิ้งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปเสียหมด
หลงลืมหน้าที่ การงาน ที่ยังรออยู่ข้างหลัง....เพราะใจมันล่องลอยไปอยู่อีกฝากของโลกเสียแล้ว
ความทรมานจากการเดินทาง 24 ชั่วโมงไม่เป็นปัญหาเลยแม้แต่น้อย
.
บนใบหน้า....เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ไฟล์ทมีปัญหาขลุกขลักเล็กน้อย แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่ต้องค้างคืนที่ นาริตะ อย่างที่นึกกลัว
ได้กลับเมืองไทยคราวนี้ เพราะลูกพี่ลูกน้องจะแต่งงาน
จากที่ทำใจได้ตั้งแต่ช่วงกลางๆปีว่าจะคงจะต้องอยู่ทนไปอีกนานกว่าจะได้กลับ
.
หัวใจที่เคยเหี่ยวเฉา ก็กลับลิงโลดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทางบ้านส่งข่าวมาราวๆเดือนมิถุนา
ถ้าได้กลับบ้าน ให้มาช่วงกันยานะ เฮียจะแต่งงาน เสียงสวรรค์ดังมาตามสาย
ถ้าเฮียจะแต่งงาน ก็ได้กลับบ้านแน่!
หลังจากนั้น ระเบิดก็ตั้งเวลาไว้ 3 เดือน
31 สิงหาคม 2549 สนามบินดอนเมืองช่างดูเป็นมิตร
ใบหน้าที่คุ้นเคย และรอยยิ้มที่คุ้นตา รอคอยอยู่หลังแนวรั้วกั้น
ความสุขในเวลานั้น เกินกว่าจะบรรยาย
เหมือนอยู่ใน ฝัน
จากสนามบินกลับบ้าน กรุงเทพฯดูไม่เปลี่ยนไปจากปีก่อนเลย
ด้วยความที่ตื่นเต้น บวกกับการนั่งเครื่องบินในชั้นประหยัด ทำให้กินข้าวบนเครื่องไม่ลง
พอถึงบ้าน ก็ หิว ถึงขีดสุด
.
...แม่....ต้มมาม่าให้กิน เป็นมาม่า ที่อร่อยที่สุดในโลก!
คืนแรกนอนไม่หลับ เพราะยังปรับเวลาไม่ได้ แต่ก็ได้นอนคุยกับแม่ทั้งคืน
เช้าวันแรกในเมืองไทยเป็นอะไรที่ทรมานมาก เพราะง่วงอย่างเหลือเกิน
แต่ก็พยายามจะไม่นอนเพราะอยากปรับตัวให้ได้เร็วที่สุด
แม่ ลากออกไปนู่นไปนี่ตลอดวัน ทั้งปวดหัว ทั้งมึน แต่ก็สนุก
พอตกเย็นก็ได้ดูหนังเรื่องที่หมายตามาตั้งแต่อยู่ที่พิทท์
หนังน่ารัก กับ คนรู้ใจ ที่น่ารัก มันเข้ากันได้ดียิ่งกว่า ขนมปังกับน้ำพริกเผาเสียอีก!
อยู่ที่บ้าน รู้สึกเหมือนเป็นราชา
คนแวดล้อมมากมาย...ครอบครัว เพื่อนฝูง คนที่ รัก
อาทิตย์แรกกับเมืองไทย - ทั้งสุข ทั้งทรมาน
เพราะแพ้อากาศ เจ็บคอและไอไม่หยุด
แต่ก็ยังไม่วาย ไปกินข้าว ร้องเกะกับเพื่อนจนดึกดื่น
เป็นอาทิตย์แห่งการสังสรรค์อย่างแท้จริง
อาทิตย์ที่สอง ไปตะลอนๆนอกกรุงอย่างเริงร่า
ฝนตกพรำๆ กับบ้านหลังน้อยริมทะเล
ในยามที่ไม่มีคน...หาดทั้งหาดเหมือนเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว
จากปราณบุรี ย้อนกลับมาหัวหิน ผ่านชะอำ อ้อมกลับไปราชบุรี
ถือว่าเป็นอาทิตย์แห่งการท่องเที่ยว
อาทิตย์สุดท้าย น้ำตาท่วมกรุง
ตระเวนเจอเพื่อน ญาติ คิวนัดเต็มเอี๊ยดตลอด
แต่ใจเริ่มเต้นไม่ปกติ ไม่ได้สนุกอย่างอาทิตย์แรกเลย
อาทิตย์แห่งการร่ำลา
25กันยายน 2549
สนามบินดอนเมืองที่เก่า แต่ไม่เป็นมิตรเหมือนเก่า
เหตุผลเดียวที่ฉันไม่ยอมให้ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงขนตามกันมาส่ง คือ ไม่อยากให้น้ำท่วมสนามบิน
ไม่ใช่เพราะเกรงใจว่ามันเป็นเวลาเช้ามืด อย่างที่บอกพวกนั้นไปหรอก!
เวลาเดินทางยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากับขามา แต่กลับรู้สึกว่า นาน-ชั่วกัปชั่วกัลป์
(ก็แค่สามอาทิตย์จะให้มันเปลี่ยนไปแค่ไหน)
เหมือนเพิ่งจากไปเมื่อวาน
มื้อแรกที่พิทท์ตอนตีห้าเป็นมาม่า เคล้าน้ำตา ที่ต้องต้มด้วยตัวเอง!
.

ขณะนี้ผ่านไป 33 ชั่วโมงตั้งแต่กลับมาถึงที่นี่แล้ว
ก็ยัง ทำใจ ไม่ได้เลย
จะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร่?
.
.
หลายคนพยายามปลอบโยน ให้คิด
ยังดีกว่า....ไม่ได้กลับ
แต่จริงๆแล้ว ไม่รู้ว่า ดีกว่า หรือ แย่กว่า
เหมือนนั่งรถไฟเหาะ ถ้าเราไม่ได้ขึ้นไป ณ จุดสูงสุด
เราก็ไม่มีวันรู้หรอกว่า ตอนขาลง มัน-วูบ-แค่ไหน
ก็หวังว่า รถไฟเหาะรอบนี้ จะเป็นรอบสุดท้ายที่ต้องนั่ง
แล้วก็จะได้กลับไปยืนบนพื้นดินอย่างมั่นคง ตลอดไป
อีกสองปี เท่านั้น....มั๊ง
