2006/Sep/27

.

.

.

ว่ากันว่าเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ และฉันเองก็ได้ค้นพบครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามัน จริงแสนจริง!

จึงทำให้ต้องลุกขึ้นมาเริ่มต้นเขียนบล็อกหน้านี้ ขณะอยู่เหนือระดับพื้นดินกว่า 30000 ฟุต

ย้อนกลับไป ณ วันที่ก้าวเท้าออกจากบ้านที่พิทท์เมื่อสามอาทิตย์ก่อน ราวกับเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน

ฉันคงดำเนินนโยบายผิดไปหน่อย ที่ละทิ้งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปเสียหมด

หลงลืมหน้าที่ การงาน ที่ยังรออยู่ข้างหลัง....เพราะใจมันล่องลอยไปอยู่อีกฝากของโลกเสียแล้ว

ความทรมานจากการเดินทาง 24 ชั่วโมงไม่เป็นปัญหาเลยแม้แต่น้อย

.

บนใบหน้า....เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ไฟล์ทมีปัญหาขลุกขลักเล็กน้อย แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่ต้องค้างคืนที่ นาริตะ อย่างที่นึกกลัว

ได้กลับเมืองไทยคราวนี้ เพราะลูกพี่ลูกน้องจะแต่งงาน

จากที่ทำใจได้ตั้งแต่ช่วงกลางๆปีว่าจะคงจะต้องอยู่ทนไปอีกนานกว่าจะได้กลับ

.

หัวใจที่เคยเหี่ยวเฉา ก็กลับลิงโลดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทางบ้านส่งข่าวมาราวๆเดือนมิถุนา

ถ้าได้กลับบ้าน ให้มาช่วงกันยานะ เฮียจะแต่งงาน เสียงสวรรค์ดังมาตามสาย

ถ้าเฮียจะแต่งงาน ก็ได้กลับบ้านแน่!

หลังจากนั้น ระเบิดก็ตั้งเวลาไว้ 3 เดือน

31 สิงหาคม 2549 สนามบินดอนเมืองช่างดูเป็นมิตร

ใบหน้าที่คุ้นเคย และรอยยิ้มที่คุ้นตา รอคอยอยู่หลังแนวรั้วกั้น

ความสุขในเวลานั้น เกินกว่าจะบรรยาย

เหมือนอยู่ใน ฝัน

จากสนามบินกลับบ้าน กรุงเทพฯดูไม่เปลี่ยนไปจากปีก่อนเลย

ด้วยความที่ตื่นเต้น บวกกับการนั่งเครื่องบินในชั้นประหยัด ทำให้กินข้าวบนเครื่องไม่ลง

พอถึงบ้าน ก็ หิว ถึงขีดสุด

.

...แม่....ต้มมาม่าให้กิน เป็นมาม่า ที่อร่อยที่สุดในโลก!

คืนแรกนอนไม่หลับ เพราะยังปรับเวลาไม่ได้ แต่ก็ได้นอนคุยกับแม่ทั้งคืน

เช้าวันแรกในเมืองไทยเป็นอะไรที่ทรมานมาก เพราะง่วงอย่างเหลือเกิน

แต่ก็พยายามจะไม่นอนเพราะอยากปรับตัวให้ได้เร็วที่สุด

แม่ ลากออกไปนู่นไปนี่ตลอดวัน ทั้งปวดหัว ทั้งมึน แต่ก็สนุก

พอตกเย็นก็ได้ดูหนังเรื่องที่หมายตามาตั้งแต่อยู่ที่พิทท์

หนังน่ารัก กับ คนรู้ใจ ที่น่ารัก มันเข้ากันได้ดียิ่งกว่า ขนมปังกับน้ำพริกเผาเสียอีก!


อยู่ที่บ้าน รู้สึกเหมือนเป็นราชา

คนแวดล้อมมากมาย...ครอบครัว เพื่อนฝูง คนที่ รัก

อาทิตย์แรกกับเมืองไทย - ทั้งสุข ทั้งทรมาน

เพราะแพ้อากาศ เจ็บคอและไอไม่หยุด

แต่ก็ยังไม่วาย ไปกินข้าว ร้องเกะกับเพื่อนจนดึกดื่น

เป็นอาทิตย์แห่งการสังสรรค์อย่างแท้จริง

อาทิตย์ที่สอง ไปตะลอนๆนอกกรุงอย่างเริงร่า

ฝนตกพรำๆ กับบ้านหลังน้อยริมทะเล

ในยามที่ไม่มีคน...หาดทั้งหาดเหมือนเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว

จากปราณบุรี ย้อนกลับมาหัวหิน ผ่านชะอำ อ้อมกลับไปราชบุรี

ถือว่าเป็นอาทิตย์แห่งการท่องเที่ยว

อาทิตย์สุดท้าย น้ำตาท่วมกรุง

ตระเวนเจอเพื่อน ญาติ คิวนัดเต็มเอี๊ยดตลอด

แต่ใจเริ่มเต้นไม่ปกติ ไม่ได้สนุกอย่างอาทิตย์แรกเลย

อาทิตย์แห่งการร่ำลา

25กันยายน 2549

สนามบินดอนเมืองที่เก่า แต่ไม่เป็นมิตรเหมือนเก่า

เหตุผลเดียวที่ฉันไม่ยอมให้ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงขนตามกันมาส่ง คือ ไม่อยากให้น้ำท่วมสนามบิน

ไม่ใช่เพราะเกรงใจว่ามันเป็นเวลาเช้ามืด อย่างที่บอกพวกนั้นไปหรอก!

เวลาเดินทางยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากับขามา แต่กลับรู้สึกว่า นาน-ชั่วกัปชั่วกัลป์

Pittsburgh วันนี้ก็ไม่ต่างจากเมื่อสามอาทิตย์ก่อน

(ก็แค่สามอาทิตย์จะให้มันเปลี่ยนไปแค่ไหน)

เหมือนเพิ่งจากไปเมื่อวาน

มื้อแรกที่พิทท์ตอนตีห้าเป็นมาม่า เคล้าน้ำตา ที่ต้องต้มด้วยตัวเอง!

.

ขณะนี้ผ่านไป 33 ชั่วโมงตั้งแต่กลับมาถึงที่นี่แล้ว

ก็ยัง ทำใจ ไม่ได้เลย

จะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร่?

.

.

หลายคนพยายามปลอบโยน ให้คิด

ยังดีกว่า....ไม่ได้กลับ

แต่จริงๆแล้ว ไม่รู้ว่า ดีกว่า หรือ แย่กว่า

เหมือนนั่งรถไฟเหาะ ถ้าเราไม่ได้ขึ้นไป ณ จุดสูงสุด

เราก็ไม่มีวันรู้หรอกว่า ตอนขาลง มัน-วูบ-แค่ไหน

ก็หวังว่า รถไฟเหาะรอบนี้ จะเป็นรอบสุดท้ายที่ต้องนั่ง

แล้วก็จะได้กลับไปยืนบนพื้นดินอย่างมั่นคง ตลอดไป

อีกสองปี เท่านั้น....มั๊ง